ลมหายใจสั่งตาย

ลมหายใจสั่งตาย Don’t Breathe เป็นหนังแนวระทึกขวัญโดยเนื้อเรื่องแก๊งวัยรุ่น 3 คนที่ร่วมกันออกปล้น จนกระทั่งได้ไปปล้นบ้านชายตาบอดที่เคยเป็นทหารเก่าและเกิดเรื่องราวต่างๆขึ้น หลังจากที่ได้ดูก็เป็นไปตามที่คิดครับ เพราะพล็อดเรื่องนี้  เข้าเรื่องไม่นาน หนังก็พาเราเข้าไปในซีนขโมยบ้านคนตาบอดแล้วที่ถือว่าเป็นศัตรูตัวหลังของ 3โจร หนังทำออกมาเรียกได้ว่าลุ้นกันตั้งแต่ต้นจนจบ หนังแทบไม่มีช่วงให้คนดูได้พักหายใจกันเลยทีเดียว   จังหวะของหนังถือได้ว่าทำออกมาได้ดี ไม่มีฉากที่น่าเบื่อ นอกจากนั้นหนังแสดงให้เห็นถึงความสร้างสรรค์ในการออกแบบฉากระทึกแบบใหม่ไม่ซ้ำอะไรเดิมๆ หนังจับจุดได้ว่าคนดูต้องการอะไร และในตัวของหนังนั้นโดดเด่นในเรื่องไหน จากนั้นก็เจาะจุดนั้นขยี้ๆ ซึ่งมันค่อนข้างเวิร์คมากๆ  ส่วนเรื่องการแสดง อยู่ในขั้นที่เรียกว่าดี ทำให้เชื่อได้จริงว่าตัวละครนั้นตาบอด อีกคนก็ทำให้เชื่อว่าเป็นทหารเก่า แสดงอารมณ์ให้เชื่อว่าแค้น เชื่อว่ากลัวได้สมจริง ในหลาครั้งคนดูเริ่มตั้งคำถาม หนังก็สามารถหาเหตุผลมาให้คำตอบได้ เช่นว่า ทำไมถึงได้ไม่ฆ่ามันซะ หรือทำไมไม่ช่วยกันรุมมัน เป็นต้น ถึงแม้บางฉาดจะดูเกินพอดีไปบ้าง แต่ด้วยความดีอื่นๆ ของหนัง ทำให้ข้อเสียเหล่านั้นทำอะไรกับหนังไม่ได้เลย

ถ้าถามถึงความชอบผมว่าหนังเรื่องนี้น่าสนใจเพราะทำให้เราลุ้นตลอดทั้งเรื่องและมีเฉลยชีวิตของชายตาบอดในช่วงท้ายๆเรื่องด้วย

SAW ฆาตกรไม่ได้ฆ่าเหยื่อเพื่อความสะใจ แต่ฆ่าเพื่อให้เห็นคุณค่าของชีวิต

แม้ว่าส่วนใหญ่ที่เรามักจะเห็นหนังแนวระทึกขวัญ ฆาตกรโรคจิตไล่ฆ่าชาวบ้านด้วยความสะใจ แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่อง SAW ไม่ใช่แบบนั้น แม้ว่าภาคหลังๆจะเน้นทางไปเลือดสาดก็ตาม ซึ่งภาคแรกที่ได้ออกฉายทำให้หนังกลายเป็นเรื่องหนึ่งที่เป็นตำนานของหนังหักมุมไปซะแล้ว SAW เป็นผลงานกำกับของ เจมส์ แวน ใช้ทุนสร้างเพียง 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สามารถทำรายได้สูงถึง 35 ล้านดอลลาร์ แม้ว่าจะจำกัดการฉายก็ตาม เมื่อออกฉายสามารถรับคำวิจารณ์ในเชิงบวก ที่กล่าวถึงบทที่แตกต่าง รวมถึงฉากสุดท้ายที่หักมุมคนดูอย่างสุดๆ อีกทั้งหนังยังแฝงไปด้วยจิตวิทยาอย่างดี SAW มีภาคต่อตามมาอีก 7 ภาค และภาคที่ 8 มีคิวฉายเดือนตุลาคม 2017 โดยมีการใช้ระบบถ่ายทำแบบ 3 มิติเช่นเดียวกับภาคที่ 7

เรื่องราวของ SAW ภาคแรกนั้นเริ่มต้นที่ เหยื่อ 2 คน ดร. ลอว์เรนซ์ นายแพทย์โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง และ อดัม นักข่าว ตื่นขึ้นมาในห้องน้ำเก่าๆทรุดโทรมแห่งหนึ่ง พร้อมกับผู้ชายคนหนึ่งในมือถือปืนนอนจมกองเลือดอยู่กลางห้อง ทั้งคู่ไม่รู้เหตุผลว่าใครจับตัวเขามาพวกเขาออกไปไหนก็ไม่ได้เนื่องจากถูกล่ามโซ่ไว้พร้อมกับเลื่อยคู่หนึ่ง พวกเขาค้นพบเทปบางอย่างและพบว่า พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของการเล่นเกมโรคจิตของฆาตกรโหด จิ๊กซอว์ เพื่อเป็นการทดสอบจิตใจของทั้งสองคน ซึ่งจิ๊กซอว์เป็นฆาตกรที่ทำให้เหยื่อเห็นคุณค่าของชีวิตและมีเหยื่อหลายคนที่ถูกสังหารจากการเล่นเกมโหดของจิ๊กซอว์….ทั้งคู่ต่างเริ่มกดดันตัวเองมากขึ้นๆ จนในที่สุด ดร.ลอว์เรนซ์ก็ใช้เลื่อยหั่นขาตัวเองเพื่อปลดจากพันธนาการ และเขาสัญญาณ อดัม ว่าจะพาคนมาช่วย จนในที่สุดบทสรุปของเรื่องที่หักมุมและกล่าวถึงมาก

Blair Witch ตำนานความสยองที่นำมาเล่าใหม่

ภาพยนตร์แนวระทึกขวัญ – ฟุตเทจสมจริงที่เคนได้รับการพูดถึงมากเรื่องหนึ่งถึงความสมจริงในการถ่ายทำ The Blair Witch Project คือภาพยนตร์แนวสยองขวัญ-ระทึกขวัญที่สมจริงมากเรื่องหนึ่ง ออกฉายในปี 1999 เป็นเรื่องราวของนักศึกษาวิชาภาพยนตร์ 3 คน เข้าไปถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับตำนานของแม่มดแบลร์ ที่ป่าแบล็คฮิว เมืองเบอร์กิตสวิลล์ รัฐแมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วยเทคนิค found footage ที่สมจริงมากเรื่องหนึ่ง ซึ่งเมื่อออกฉายสามารถทำรายได้อย่างมหาศาลและเป็นที่ถกเถียงกันว่าเรื่องที่เห็นในเหตุการณ์นั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ซึ่งทางผู้กำกับเองก็ออกมาเปิดเผยว่าเป็นเพียงภาพยนตร์เท่านั้น ไม่ใช่เรื่องจริง ต่อมาในปี 2016 ตำนานของแม่มดแบลร์ถูกนำกลับมาสร้างใหม่อีกครั้งในชื่อว่า Blair Witch

เรื่องราวของ Blair Witch ถูกเล่าต่อจากเหตุการณ์ใน The Blair Witch Project (1999) อีก 15 ปีต่อมาโดยบอกเล่าผ่านตัวละครที่ชื่อว่า เจมส์ ซึ่งเป็นน้องชายของ ฮิสเธอร์ นักศึกษาที่หายตัวไปใน The Blair Witch Project (1999) โดยเขาเชื่อว่าพี่สาวของเขายังมีชีวิตอยู่ในป่านั้น จึงรวมกลุ่มกับเพื่อนๆและกล้อง อุปกรณ์ที่ทันสมัยเข้าไปในป่าด้วย เพื่อเป็นการเปิดเผยว่าในป่านั้นมีอะไรกันแน่ นั้นทำให้การค้นหาพี่สาวและการพิสูจน์ความจริงที่น่ากลัวก็เริ่มขึ้น

แม้ว่าการเปิดตัวของภาคนี้จะเป็นแนว found footage เหมือนกับภาคแรก แต่ด้วยเทคนิดการถ่ายทำในปัจจุบันนั้นทำให้ลดความสมจริงลงไปมากแม้ว่าจะเป็นหนังแต่เรื่องของความหลอน ความระทึก ที่ดูเหมือนจะดีกว่าภาคแรกมาก ทั้งฉากตกใจ ฉากหลอนในป่าที่ทำออกมาระทึกขวัญ แม้ว่าตอนจบเราจะรู้กันแล้วว่าเป็นยังไง

 

Orphan เด็กนรกส่งมาเกิด

เป็นหนังอีกเรื่องที่ใครได้ดูต่างอุทานว่า “อยากจะตบอีเด็กเวรนี้จริงๆ” เป็นหนังแนวระทึกขวัญที่สร้างออกมากวาดคำวิจารณ์และคำชมมากมายรวมถึงเป็นการแจ้งเกิดนักแสดงผู้รับบทเด็กนรกผู้นี้ด้วย Orphan หรือในชื่อไทย “เด็กนรก” เป็นภาพยนตร์ที่จัดสร้างและจำหน่ายโดย วอร์เนอร์ บราเธอร์ พิคเจอร์ ออกฉายในปี 2009 โดยภาพยนตร์ถูกจัดในเรท น.18+ หรือเรท R เมื่อออกฉายหนังเรื่องนี้ก็กลายที่เป็นกล่าวถึงมาก โดยเฉพาะตอนจบที่หักมุมคนดูได้อึ้งจริงๆ

Orphan ผลงานกำกับโดย Jaume Collet-Serra นำแสดงโดย วีรา ฟาร์มิกา (จาก The Conjuring) , Peter Sarsgaard และเป็นการแจ้งเกิด อิซาเบล เฟอร์แมน ในบทของ เอสเธอร์ เด็กกำพร้าไร้พิษภัยและน่าสงสารซึ่งเธอเองสามารถตีบทแตกในบทนี้ได้อย่างดีทั้งการแสดง สีหน้า ท่าทาง ที่ทำเอาคนดูออกอาการมั่นไส้ เรียกว่า อยากกระโจนเข้าไปจิกหัวเด็กคนนี้ออกมา ตบกระบาลสักที

Orphan เรื่องราวของ ครอบครัวหนึ่ง เคท โคลแมน และจอห์น ที่ต้องอยู่ในอาการเศร้าโศกมานานหลังจากที่ เคท สูญเสียลูกคนเล็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทั้งคู่พยายามเยียวยาจิตใจโดยการรับอุปการะเด็กกำพร้าชาวรัสเซียชื่อว่า เอสเธอร์ ซึ่งต้องมาอยู่ร่วมกับลูกๆของเคทอีก 2 คน แดนนี่ และ แม็กซ์ แม้ว่าแดนนี่จะดูไม่ชอบ เอสเธอร์ เลยขณะที่ แม็กซ์ ลูกสาวคนเล็กที่เป็นใบ้ จะใกล้ชิดกับเอสเธอร์มากที่สุด เวลาผ่านไปครอบครัว โคลแมน เริ่มพบกับเหตุการณ์ประหลาดบางอย่างในบ้านรวมถึงเกี่ยวข้องกับเอสเธอร์ด้วย โดยเฉพาะ เคท ที่เริ่มสังเกตความผิดปกติในตัวเอสเธอร์เองด้วย รวมถึงการฆาตกรรมปริศนา ที่นำไปสู่บทสรุปที่น่ากลัว

I Spit on Your Grave เมื่อกฎหมายลงโทษคนชั่วไม่ได้…เธอจะตัดสินมันเอง

สำหรับภาพยนตร์ระทึกขวัญอย่าง I Spit on Your Grave ที่มีฉากที่ทรมานจิตใจผู้ชมไม่น้อยหากว่าผู้ชมจิตไม่แข็งพอ ซึ่งฉากหลายฉากนั้นอาจจะทำร้ายจิตใจไม่น้อยเนื่องจากฉากที่มีการข่มขืนผู้หญิง การทำร้ายผู้หญิงแบบสุดโต่ง เรียกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีฉากติดเรทที่ไม่เหมาะสมกับคนขวัญอ่อนจริงๆ สำหรับ I Spit on Your Grave เป็นภาพยนตร์สร้างครั้งแรกในปี 1976 กำกับโดย Meir Zarchi และถูกนำมารีเมคใหม่อีกครั้งในปี 2010 แม้ว่าจะสร้างออกมาได้ระทึกขวัญแล้ว แต่มีผู้ชมบางส่วนอาจจะเทียบกับเวอร์ชั่นเก่าว่ามีความระทึกกว่า และหดหู่กว่าหลายเท่า

แม้ว่าต้นฉบับปี 1976 I Spit on Your Grave จะมีเพียงภาคเดียว ซึ่งเวอร์ชั่นรีเมคนั้นมีการสร้างภาคต่อออกมาอีก 2 ภาค I Spit on Your Grave เป็นเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ดันโชคร้ายเจอเข้ากับเหล่าผู้ชายหื่น ซึ่งหนึ่งในนั้นมีผู้มีอิทธิพล และตำรวจ อยู่ด้วยซึ่งพวกมันไม่เพียงแค่ข่มขืนเพื่อความใคร่ของตัวเองแต่มันจะเอาให้ถึงตาย….เดชะบุญหญิงสาวผู้นี้รอดชีวิต เธอหาที่หลบภัยเพื่อรักษาตัวเองซึ่งเธอก็ไม่สามารถแจ้งความหรือทำอะไรคนเหล่านี้ได้เลย ดังนั้นเธอจึงต้องลุกขึ้นมาจัดการกับพวกมันอย่างสาสม

มันอาจเป็นหนังระทึกขวัญที่ค่อนข้างทำร้ายจิตใจในช่วงแรกที่เราจะเห็นตัวละครหญิงสาวไม่มีทางสู้ โดนรุมโทรม โดนทำร้ายร่างกายต่างๆนาๆ แต่ทางผู้สร้างก็ไม่ทำให้คนดูนั้นจิตตกสะทีเดียว ซึ่งครึ่งหลังของเรื่องเราจะเห็นการแก้แค้นแบบที่เรียกว่าสะใจแบบสุดๆเลยทีเดียว

The Strangers ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ

    หนังเรื่องนี้เป็นแนว home invasion ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลยทีเดียว โดยจะดัดแปลงจากเหตุการณ์จริงที่แคยเกิดขึ้นกับครอบครัวฮอยต์ ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็ยังสืบหาตัวฆาตกรได้เลย

เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในบ้านตากอากาศของฮอยต์ คู่รัก ‘เจมส์ ฮอยต์’ กับ ‘คริสเตน’ หลังจากกลับมาจากงานเลี้ยงพวกเขาทั้งสองก็พบว่าตนเองกำลังถูกคนแปลกหน้าสามคนคุกคาม และดูเหมือนว่า ณ ที่นั้นไม่สามารถมีใครสามารถช่วยชีวิตได้เลย

แม้บางฉากเราอาจรู้สึกว่า ทำไมตัวละครมันช่างมีการการะทำที่โง่ๆ และฉากแนวตุ้งแช่ซ้ำๆ แต่โดยรวมแล้ว หนังกลับแสดงจุดเด่นทางด้านการสร้างสถานการณ์เขย่าขวัญที่มันสามารถเกิดขึ้นกับเราได้ในชีวิตจริง เช่น โดนโทรขู่ หรือแม้กระทั่งสภาพพื้นที่ของบ้านที่ตั้งอยู่เดี่ยวๆ ไม่มีเพื่อนบ้านเลยง่ายต่อการเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้

หากยกตัวอย่างฉากที่น่าจดจำที่สุด ฉากแรกคือฉากแผ่นเสียงสะดุดที่สร้างอารมณ์สั่นประสาทได้ดีมากเมื่อเทียบกับฉากฆาตกรรมในเรื่องอื่น ส่วนอีกฉากคือฉากที่นางเอกถามถึงเหตุผลที่ว่า ทำไมต้องทำร้ายครอบครัวของพวกThe Strangers อาจทำให้คุณมีมุมมองใหม่ๆขึ้น จากที่เคยมองว่า บ้านคือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด และไม่น่าจะมีภัยอันตรายใดๆเกิดขึ้นกับเราได้อย่างแน่นอน สุดท้ายเมื่อดูหนังเรื่องนี้แล้ว คุณอาจได้คำตอบทีค่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

ลองจินตนาการดูเล่นๆว่า หากครอบครัวของคุณและคุณต้องเผชิญหน้ากับใครที่เราไม่รู้จัก ใส่หน้ากากมาไล่ฆ่าเราในบ้านของตัวเอง คุณจะรับมืออย่างไร แนะนำให้ดูหนังเรื่องนี้ เพราะนอกจากจะใช้บทเรียนที่เกิดขึ้นในหนังแล้ว คุณจะได้ระวังตัวให้มากกว่าเดิม

The Collector กับดักสยอง

   เป็นหนังระทึกขวัญอีกเรื่องที่ควรหามาชมกัน เพราะจะได้เห็นความเจ๋งในทางที่ชั่วร้ายของฆาตกรโรคจิต แบบชนิดที่ว่าไม่คิดว่าจะลงมือวางแผนอะไรได้สุดขนาดนี้ หนังเริ่มเรื่องมาจาก อาร์คิน เขามีอาชีพเป็นคนติดเหล็กดัด และวันหนึ่งเขาก็ได้ไปติดเหล็กดัดให้กับบ้านเศรษฐี ขณะนั้นเขากำลังมีปัญหาเรื่องเงินก็เลยคิดวางแผนปล้นบ้านเศรษฐีที่เป็นลูกค้าของเขานั่นแหละ แต่เรื่องมันไม่ได้ง่ายๆขนาดนั้น เพราะในคืนที่เขากำลังจะปล้นบ้าน ดันมีฆาตกรโรคจิตอีกคนหนึ่งก็มาปล้นบ้านเศรษฐีในคืนเดียวกันด้วย  อาร์คินตอนแรกคิดจะมาปล้นบ้านเขาก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นฮีโร่ช่วยเหยื่อและตัวเองออกไปจากบ้านนี้ให้ได้ เพราะเจ้าฆาตกรนั่นมันเล่นวางกักดักต่างๆไว้ในบ้านอย่างชาญฉลาดเลยทีเดียว

หนังเรื่องนี้เป็นสไตล์บ้านในห้องปิดตาย คือทั้งประตูบ้าน หน้าต่างทุกอย่างถูกล็อกหมด หน้าต่างก็มีเหล็กดัด และฆาตกรก็เอาไม้มาปิดหน้าต่างประมาณว่าคนในห้ามออกคนนนอกห้ามเข้า โทรศัพท์โทรออกไปขอความช่วยเหลือก็ไม่ได้ แถมในบ้านยังมีกักดักอื่นๆที่พร้อมจะฆ่าเราได้ได้ทุกเมื่อ บอกได้เลยว่าหากใครได้ดูคงลุ้นกันจนตัวเกร็งว่าตัวละครทั้งหมดจะรอดจากกักดักสยองเหล่านี้หรือไม่   หากพูดถึงฉากซาดิสม์แล้ว ก็เป็นอะไรที่ต้องเอามือจิกผ้าและหลับตายี้กันเลยทีเดียว เพราะแต่ละฉากมีความโคตรโหด ซาดิสม์ ถ้าเราเป็นเหยื่อก็คงร้องขอแล้วว่าให้ฆ่าเราจบๆไปเลย

แม้บางฉากอาจมีความน่าสะอิดสะเอียนกับเลือด หรือ ชิ้นส่วนมนุษย์ ก็ตามแต่ด้วยเนื้อหาที่ต้องดูแบบคลาดสายตาไม่ได้ The Collector จึงเป็นหนังที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

Scream วางสายตายอนาถ

   Scream คือหนึ่งในหนังระทึกขวัญ ที่เมื่อเปิดเรื่องมาก็พบกับฆาตกรโรคจิตที่ทำทีดทรศัพท์เข้ามาและเมื่อเหยื่อวางสายเมื่อใด มันก็จะลงมือฆ่าเหยื่อทีละคนทีละคนจนกระทั่งเหลือตัวนางเอกซึ่งเป็นหยื่อที่ฆาตกรต้องการฆ่ามากที่สุด

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ทำให้เราเกิดความอยากรู้ว่าใครกันแน่คือฆาตกรตัวจริง เพราะตัวละครทุกตัวนั้นมีคาแรคเตอร์บางอย่างที่อาจจะสรุปในตอนท้ายที่สุดว่า เขานี่แหละเป็นฆาตกร แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องเดาผิดตลอด เพราะคำเฉลยจะเป็นบุคคลที่เราคาดไม่ถึง แม้จะสงสัยในตอนแรก แต่มันก็จะมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เราลืมไป จนกระทั่งหนังจบ

Scream เป็นหนังที่รวบรวมเอาสไตล์ของหนังฆาตกรโรคจิตมายำรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เราอาจจะเห็นได้ว่า หนังโรคจิตทั่วๆไปสร้างปมให้เราสงสัยว่าใครคือคนร้าย อะไรคือแรงจูงใจในการฆ่า แต่ Scream ได้สร้างสรรค์มุกเดิมๆของหนังโรคจิตมาดักคอให้เราได้รับชมตั้งแต่เปิดเรื่อง และมาเซอร์ไพรส์อย่างสุดยอดชนิดที่คนดูร้อง ห๊ะ!! แบบว่า คนนี้เองหรอ มันจบแบบนี้จริงๆหรือ

Scream คือหนังที่วางบทและสเต็ปของเหตุการณ์ที่ค่อยๆทวีความกดดันตื่นเต้นได้อย่างชาญฉลาด หนังเรื่องนี้ไม่ได้ขายเฉพาะฉากที่ไล่ฆ่าไล่เชือดเลือดสาดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันสามารถเก็บปมที่เป็นความลับสูงสุดของเรื่องเอาไว้อย่างเงียบเชียบ เรียกได้ว่าสับขาหลอกไปหลอกมาจนเราเดาผิดแล้วผิดอีกว่าใครเป็นฆาตกรและมันทำไปเพื่ออะไร เราดูยังมีความรู้สึกว่า ทุกคนสามารถเป็นคนร้ายได้หมด ไว้ใจใครไม่ได้เลย   แนะนำว่าใครที่ชอบหนังแนวระทึกขวัญมีความหักมุม มีความลุ้นแบบนี้ ต้องแนะนำ Scream เพราะหนังเรื่องนี้ถือเป็นตำนานอีกเรื่องหนึ่ง

Inside หลอนท้องสาว

   เป็นหนังสยองขวัญที่เล่าถึง หญิงสาวท้องแก่ที่สูญเสียสามีจากอุบัติเหตุรถชน ทำให้เธอต้องอยู่ตัวคนเดียว ภาพหลอนของสามีก็ติดตามอยู่ตลอด ๆ จนกระทั่งวันคริสต์มาสอีฟ มีหญิงสาวปริศนาโผล่มาในบ้านของเธอและพยายามจะสังหารลูกในท้องของเธอด้วย “กรรไกร” โหดไหมล่ะ   หนังถ่ายทอดความหดหู่ของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องแบกรับภาระต่างๆ เธออยู่คนเดียวกับกับการตั้งท้องลูกของตนเอง แถมสามีตายเพราะอุบัติเหตุอีก  แค่นี้ก็หดหู่แบบสุดๆแล้ว  ถึงแม้พล็อตเรื่องจะดูซ้ำกันไปบ้าง แต่ทุกๆนาทีที่เกิดขึ้นในเรื่อง มันจะทำให้คุณไม่สามารถละสายตาได้เลย หนังเรื่องนี้ไม่ได้แค่ถ่ายทอดแค่ความตื่นเต้นหรือความสยดสยองอย่างเดียว แต่มันได้ถ่ายทอดความโศกสลด ความว้าเหว่หมดอาลัยตายอยากของนางเอกได้เป็นอย่างดีทำให้คนดูได้รับรู้ถึงความรู้สึกก้นบึ้งในจิตใจ แบบลองคิดสลับกันว่าถ้าเราเป็นนางเอกของเรื่องที่ต้องมาสูญเสียสามี ในขณะที่ยังท้อง และเหลือเราเพียงแค่คนเดียวที่ต้องประคับประคองครอบครัว แถมยังต้องดูแลครรถ์ของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อลูกที่เกิดมาจะได้แข็งแรง และทีสุดของชีวิตก็คือ การที่จะต้องเอาตัวรอดจากฆาตกรสาวที่ไหนก็ไม่รู้ที่จะมาฆ่าตัวเองอีก

เราไม่แนะนำให้สาวๆที่กำลังตั้งท้องดู เพราะมันมีฉากโหดแบบสุดติ่งชนิดที่ดูแล้วต้องปิดตาโผล่มาอย่างมากมาย  พร้อมกับจังหวะดนตรีที่ช่วยเสริมให้อารมณ์ของคนดูยิ่งกดดันและลุ้นไปพร้อมๆกัน และที่ขาดไม่ได้คือการแสดงของ Beatrice Dalleที่สามารถแสดงสีหน้าโรคจิตอำมหิตอย่างที่ฆาตกรผู้หญิงควรจะเป็นได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็ยังขอชื่นชม Alysson Paradis ที่ต้องแสดงเป็นสาวท้องแก่และยังแบกหนังทั้งเรื่องได้ไม่ให้ไขว้เขว อีกทั้งการสวมบทเป็นคุณแม่ที่พยายามปกป้องลูกในท้องจากฆาตกรก็ช่วยให้เห็นชัดได้ว่า คนเป็นแม่นั้นรักลูกมากกว่าสิ่งอื่นใด

Halloween ราตรีนี้เป็นผีแน่นอน

    หนังเล่าเรื่องของ ไมเคิล ไมเยอร์สหนีออกจากโรงพยาบาลจิตเวชออกมาไล่ฆ่าคนในวันฮัลโลวีนอีกครั้ง พล็อตฆาตกรโรคจิตไล่ฆ่าคนแค่นี้แหละแต่ด้วยการกำกับอย่างมีชั้นเชิงก็สามารถทำให้หนังชวนสั่นผวาจนไม่กล้าอยู่บ้านคนเดียวตอนกลางคืน

หนังเปิดเรื่องมาด้วยฉากที่ใช้แทนสายตาเด็ก 6 ขวบเดินเข้าไปใช้มีดรัวแทงฆาตกรรมพี่สาวตัวเองตายคาบ้าน พีคสุด ตรงจุดนี้มันเป็นฉากที่แทนค่าสายตาของพวกที่ชอบสะกดรอยตามคนอื่น ทำให้ผู้ชมรู้สึกกลัวการอยู่บ้านตอนกลางคืนว่าอาจจะมีใครไม่รู้มาด้อม ๆ มอง ๆ อยู่นอกบ้านและสามารถบุกเข้ามาในบ้านของเราหรือเปล่า และหลังจากนั้นจึงเริ่มเล่าเรื่องของ ไมเคิล ไมเยอร์ส หากดูหนังเรื่องนี้ในยุคปัจจุบัน คุณอาจมีความรู้สึกว่า ความน่ากลัวอาจจะลดน้อยลง เนื่องจากเราอาจเคยได้ดูหนังฆาตกรโรคจิตระทึกขวัญกันมามากพอสมควรแล้ว แต่องค์ประกอบต่าง ๆ ของเรื่องนี้ ยังคงถือว่าน่าสนใจมาก เพราะผู้กำกับได้ใช้เทคนิคเล่าเรื่องทำให้คนดูรู้สึกว่ามันเป็นภัยร้ายใกล้ตัวที่จะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่ก็ได้ เช่นการที่ตัวละครสาวถูกสะกดรอยตาม พอหันกลับไปมองก็ไม่มีใคร คล้ายกับว่าเราอาจคิดไปเองหรือเปล่า ขนาดกลับถึงบ้านแล้วยังรู้สึกว่ามีคนมาแอบมองอยู่ข้างนอก เล่นกับความรู้สึกของเราเองว่าที่เราเห็นนั้นเป็นเรื่องจริงหรือคิดไปเอง ฉากก็จะตัดไปตัดมาระหว่างฆาตกรที่ทำตัวผลุบๆโผล่ๆ  ดำเนินมาเรื่อยๆจนถึงฉากไคลแม็กซ์ ที่ฆาตกรโรคจิตเริ่มลงมือตอนท้าย ทำให้เรารู้สึกสยดสยอง  หนังแสดงให้เห็นว่า ฆาตกรไม่ใช่แนวถือมีดไล่ฟันไล่เฉือดเหมือนเรื่องอื่นๆ แต่มันแสดงให้เห็นว่าฆาตกรมาอย่างเงียบๆ ว่องไว ไม่ลีลาให้เหยื่อลุ้นเอาทางหนีทีไล่ สิ่งนี้แหละที่ทำให้หนังดูสมจริง และคนดูก็สามารถคิดตามได้